วันเสาร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2554

"เตียง ศิริขันธ์"ขุนพลภูพาน

ด้วยความคับแค้นใจในความไม่เป็นธรรม และความเหลื่อมล้ำในสังคมอีสาน ประกอบกับถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ ผลักดันให้เกิดหนึ่งในแกนนำขบวนการเสรีไทยภาคอีสาน เจ้าของตำนาน "ขุนพลแห่งภูพาน" ให้เล่าขานสืบต่อกันมายาวนานถึง 72 ปี



แม้จะล่วงเข้าวัย 70 ปีเศษ แต่ข้าราชการบำนาญอย่าง "นภาพร วงศ์กาฬสินธ์" ก็ยังจดจำวีรกรรมของ "เตียง ศิริขันธ์" อดีต ส.ส.สกลนคร และหัวหน้าขบวนการเสรีไทยประจำภาคอีสานได้เป็นอย่างดี เธอเป็นหนึ่งในผู้ระดมทุนจัดสร้างอนุสาวรีย์ของวีรชนผู้นี้ ณ ลานจอดรถทางเข้าถ้ำเสรีไทย บนเทือกเขาภูพาน ซึ่งครั้งหนึ่งในอดีตเคยใช้เป็นที่ซุกซ่อนอาวุธไว้ห้ำหั่นกับทหารญี่ปุ่น


 นภาพรพยายามเท้าความย้อนไปเมื่อ 72 ปีก่อน ตั้งแต่เตียงจบการศึกษาจากคณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับประกาศนียบัตรครูมัธยม (ป.ม.) สมัยนั้นยังไม่เปิดเรียนระดับปริญญาตรี จากนั้นไปเป็นครูที่ ร.ร.มัธยมหอวัง อีก 4 ปีต่อมาในปี 2477 ย้ายไปเป็นผู้ช่วยอาจารย์ใหญ่ ร.ร.อุดรพิทยานุกูล สอนวิชาภาษาไทย อังกฤษ และประวัติศาสตร์



ที่นี่เองที่ครูเตียงถูกจับในข้อหาเป็นคอมมิวนิสต์ พร้อมกับเพื่อนอีก 3 คน คือ ครูปั่น แก้วมาตย์ ครูสุทัศน์ สุวรรณรัตน์ และครูญวง เอี่ยมศิลา เนื่องจากมีพฤติกรรมต้องสงสัยว่าจะฝักใฝ่คอมมิวนิสต์และเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ในโรงเรียน เมื่อมีการชักธงรูปค้อนเคียวอันเป็นสัญลักษณ์ของคอมมิวนิสต์ขึ้นสู่ยอดเสาธง โดยถูกคุมขังอยู่ราว 2 เดือน ศาลก็มีคำพิพากษายกฟ้อง มีเพียงครูญวงคนเดียวที่ถูกตัดสินจำคุก 10 ปี


 การได้รับอิสรภาพครั้งนั้น ผลักดันให้ครูเตียงหักเหชีวิตจากครูก้าวเข้าสู่วงการเมือง ในปี 2480 ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.สกลนคร ด้วยวัยเพียง 28 ปี มีโอกาสร่วมทำงานกับ ส.ส.อีสานที่มีอุดมการณ์เดียวกัน คือ ต่อสู้เพื่อคนยากจน เช่น ถวิล อุดล จากร้อยเอ็ด จำลอง ดาวเรือง จากมหาสารคาม ทองอินทร์ ภูริพัฒน์ จากอุบลราชธานี จนถูกขนานนามว่า สี่รัฐมนตรีอีสาน หรือขุนพลอีสาน มีผลงานต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยให้แก่คนทุกข์ยาก เคียงบ่าเคียงไหล่ "ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์" อดีตนายกรัฐมนตรีและผู้ก่อตั้งคณะราษฎร


 ครูเตียงและเพื่อนร่วมกันต่อตั้งพรรคสหชีพ ซึ่งมีนโยบายเพื่อเกษตรกรและคนทุกข์ยากในสังคมไทย เพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำในสังคม กระจายอำนาจและรายได้สู่ประชาชนระดับล่าง แนวทางใกล้เคียงกับพรรคแนวรัฐธรรมนูญที่มี ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโสเป็นแกนนำ ตลอดเวลาที่อยู่ในสภาผู้แทนราษฎร กลุ่มครูเตียงพยายามนำเสนอแนวคิดดังกล่าว ขณะเดียวกันก็โจมตีนโยบายบริหารประเทศของผู้นำทหาร ที่มักจัดสรรงบประมาณให้กองทัพมากเกินไป แทนที่จะกระจายไปสู่งานการศึกษาและพัฒนาด้านอื่นๆ ในชนบท สร้างความขุ่นเคืองให้แก่ผู้นำทหารตลอดมา


 หลังจากกองทัพลูกพระอาทิตย์ยกพลขึ้นบนที่ประเทศไทย เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2484 จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ทำสัญญาร่วมรบกับญี่ปุ่น ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์ ไม่เห็นด้วย และถูกผลักดันพ้นตำแหน่งการเมืองเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์ เห็นควรติดต่อกับฝ่ายสัมพันธมิตร เพื่อให้เข้าใจสภาพอันแท้จริงของไทยที่เสียอิสรภาพ จึงมีการติดต่อกับอังกฤษ สหรัฐ และจีน โดย ส.ส.เตียงได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้นำเสรีไทยประจำภาคอีสาน มีนามลับว่า "พลูโต"

 ช่วงนั้นมีการชักชวนชาวบ้านมาร่วมฝึกอาวุธ เป็นกองทัพประชาชน จัดทำสนามบิน 3 แห่ง ที่บ้านโนนหอม บ้านเต่างอย และตาดภูวง ค่อนข้างเสี่ยงมาก เพราะขณะนั้นมีการประกาศกฎอัยการศึก และเสี่ยงต่อการถูกทหารญี่ปุ่นจับ มีโทษถึงประหารชีวิต โชคดีที่ญี่ปุ่นแพ้สงคราม ทหารป่าเสรีไทยได้ไปเดินสวนสนามที่กรุงเทพฯ ในปลายเดือนกันยายน 2488 เก็บอาวุธยุทโธปกรณ์ให้ทางราชการในเวลาต่อมา" นภาพร เท้าความหลัง


 ชีวิตเจ้าของฉายาพลูโตหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เขามีชื่ออยู่ในรัฐบาลทวี บุณยเกตุ รัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช และรัฐบาล พล.ร.อ.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ กระทั่งวันที่ 10 เมษายน 2490 จึงลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี เพื่อเดินทางไปสหรัฐ ในฐานะรองตัวแทนการเจรจาประนีประนอมระหว่างประเทศไทยกับฝรั่งเศส


 ต่อมาวันที่ 8 พฤศจิกายน ปีเดียวกัน พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ ได้ยึดอำนาจการปกครอง ล้มล้างรัฐบาล พล.ร.อ.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ และโค่นอำนาจปรีดี พนมยงค์ เชิญพรรคประชาธิปัตย์ตั้งรัฐบาลขัดตาทัพ


 ด้านครูเตียงเมื่อได้ข่าวการรัฐประหารจึงหลบขึ้นเทือกเขาภูพาน จัดตั้งกำลังต่อต้านคณะรัฐประหาร แต่ ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งลี้ภัยการเมืองอยู่ที่สิงคโปร์ ได้ออกอากาศทางวิทยุห้ามพลพรรคเสรีไทยต่อสู้กับคณะรัฐประหาร เพราะไม่ต้องการให้คนไทยเข่นฆ่ากันเอง ครูเตียงจึงยุติการจัดตั้งกองกำลังและซ่อนตัวอยู่บนภูพานนับแต่นั้นเป็นต้นมา


 รัฐบาลสั่งการให้ พ.ต.อ.หลวงพิชิตธุรการ ตามล่าตัวครูเตียง แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ประสบผลสำเร็จ จนหนังสือพิมพ์ยุคนั้นพร้อมใจกันตั้งสมญานามให้ว่า "ขุนพลภูพาน" ต่อมาหลวงพิชิตธุรการจึงใช้วิธีข่มขู่ให้ชาวบ้านบอกที่ซ่อนของขุนพลภูพาน โดยจับครูครอง จันดาวงศ์ และมิตรสหายของครูเตียงอีก 15 คน สร้างแรงกดดันจนเขาตัดสินใจมอบตัวต่อทางการในเดือนมีนาคม 2491 ทั้งหมดถูกดำเนินคดีในข้อหากบฏแบ่งแยกดินแดนอีสาน แต่ท้ายที่สุดศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง


 4 ปีต่อมา เดือนพฤศจิกายน 2495 รัฐบาลได้กวาดล้างจับกุมฝ่ายค้านจำนวนมากในข้อหากบฏ ที่เรียกกันต่อมาว่า "กบฏสันติภาพ" และออกกฎหมายคอมมิวนิสต์ พ.ศ.2495 เพื่อใช้เป็นเครื่องมือเล่นงานฝ่ายตรงข้าม มีรัฐมนตรี 4 คนถูกสังหารในครั้งนั้นด้วย ระหว่างนี้เตียงดำรงตำแหน่ง ส.ส.ในคณะกรรมการนิติบัญญัติฝ่ายรัฐบาล เขาถูกตำรวจตามตัวออกจากรัฐสภาเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2495 ตั้งแต่นั้นมาก็หายสาบสูญไป ไม่ปรากฏตัวอีกเลย


 อย่างไรก็ตาม หลักฐานต่อมาปรากฏว่า เตียง ศิริขันธ์ ถูกสังหาร เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2495 หรือ 2 วันหลังจากถูกตำรวจเรียกตัวออกจากรัฐสภา โดยถูกสังหารพร้อมด้วย เล็ก บุนนาค, ผ่อง เขียววิจิตร, สง่า ประจักษ์วงศ์ และชาญ บุนนาค โดยศพถูกนำไปเผาทิ้งที่ ต.แก่งเสี้ยน อ.เมือง จ.กาญจนบุรี


 เตียง ศิริขันธ์ เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขชาวอีสานแห่งลุ่มน้ำโขง เกิดเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2452 ที่คุ้มวัดศรีสะเกษ ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร เป็นบุตรคนที่ 6 ในจำนวน 9 คนของนางอ้ม ศิริขันธ์ กับนายบุดดี ศิริขันธ์ (ขุนนิเทศพาณิช) หรือที่ชาวบ้านเรียกทั่วไปว่า "นายฮ้อยบุดดี" เนื่องจากเป็นนายฮ้อยยุคค้าควายไทย-พม่า อันเป็นที่มาของตำนานนายฮ้อยแห่งภาคอีสาน การเดินทางไปขายของในเมืองแต่ละครั้ง จะมีพ่อค้านำกองเกวียนรวมไปด้วย 20-30 ราย เดินทางไปจนถึง จ.ขอนแก่น นครราชสีมา หรือบางครั้งไกลถึงกรุงเทพฯ นานเป็นแรมเดือน บางครั้งก็นำวัว-ควายไปขายถึงเมืองมะละแหม่ง-ย่างกุ้ง ประเทศพม่า นับว่าเป็นผู้มีรายได้ดี มีฐานะเป็นคหบดีคนหนึ่งของสกลนคร 


 ฉายา "ขุนพลภูพาน" ของเตียง ศิริขันธ์ หมายถึง การเป็นทั้งแม่ทัพใหญ่ในการฝึกหัดเสรีไทยนับพันคนหลายรุ่น มีอัธยาศัยไมตรีเป็นที่ไว้วางใจของชาวสกลนคร ขณะเดียวกันก็มีความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว เต็มเปี่ยมไปด้วยอุดมคติที่จะต่อสู้กับนักการเมืองที่มีอิทธิพล จนถูกยัดเยียดข้อหาเป็นคอมมิวนิสต์ตั้งแต่ยังเป็นหนุ่ม สุดท้ายถูกอำนาจทางการเมืองสั่งฆ่า


 จากวีรกรรมการต่อสู้เพื่อคนทุกข์ยาก วันนี้สมาคมข้าราชการนอกประจำการ จ.สกลนคร ร่วมกับครอบครัวศิริขันธ์ มีความพยายามสร้างอนุสาวรีย์ 100 ปี ขุนพลภูพาน วีรบุรุษไทยสามัญชน "เตียง ศิริขันธ์" เพื่อรำลึกถึงวีรกรรมอันกล้าหาญเด็ดเดี่ยว รวบรวมพลพรรคตั้งค่ายเสรีไทยแห่งแรกที่สกลนคร เพื่อก่อตั้งกองทัพพลเรือนเคลื่อนไหวต่อต้านกองทัพญี่ปุ่น จนเป็นที่ยอมรับของฝ่ายพันธมิตร
ข้อมูล : คมชัดลึก

คดีสังหาร 4 อดีตรัฐมนตรี พ.ศ. 2492

            เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์กบฏวังหลวงยุติลงในเวลา 18.00 น. ของวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2492 ฝ่ายกบฏได้ยอมแพ้และแยกย้ายกันหลบหนี ทางรัฐบาลก็ยังได้ส่งตำรวจติดตามและสังหารอยู่อย่างต่อเนื่อง เช่น พันตรีโผน อินทรทัต ถูกกระสุนปืนยิงเสียชีวิตบริเวณหน้าผาก ศพอยู่ที่พบที่อำเภอดุสิต ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์, พันตำรวจเอกบรรจงศักดิ์ ชีพเป็นสุข ผู้บังคับการตำรวจสันติบาลก็ถูกยิงเสียชีวิตหลังจากถูกจับกุม ในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ เป็นต้น

            1 มีนาคม หนังสือพิมพ์ทุกฉบับได้ลงพาดหัวแถลงการณ์ของจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ว่าได้มีกลุ่มบุคคลก่อการหวังจะยึดอำนาจการปกครองกลับคืนหลังจากการรัฐประหาร เมื่อปี พ.ศ. 2490 โดยกลุ่มบุคคลดังกล่าวได้ทำการยึดพระบรมมหาราชวังซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของพระแก้วมรกต อันเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเป็นการกระทำที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง โดยเปิดเผยชื่อหัวหน้าขบวนการคือ นายปรีดี พนมยงค์ อดีตนายกรัฐมนตรี

ทางการได้ออกประกาศตามจับและให้สินบนนำจับ โดยลดหลั่นกันลงไป เช่น นายปรีดี หัวหน้าขบวนการมีรางวัลนำจับ 50,000 บาท, พลเรือตรีสังวรณ์ สุวรรณชีพ รองหัวหน้า รางวัลนำจับ 30,000 บาท เป็นต้น

            สำหรับบุคคลทั้ง 4 ที่เสียชีวิต ประกอบไปด้วย นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ อดีต ส.ส.จังหวัดอุบลราชธานี พรรคสหชีพ และเป็นอดีตรัฐมนตรีถึง 6 สมัย, นายถวิล อุดล อดีต ส.ส.จังหวัดร้อยเอ็ด พรรคเดียวกัน เป็นอดีตรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลนายทวี บุณยเกตุ, นายจำลอง ดาวเรือง อดีต ส.ส.จังหวัดมหาสารคาม พรรคเดียวกัน ถูกจับกุมตัวพร้อมกันในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ในสถานที่ที่ต่างกันออกไป เช่น นายถวิลถูกจับที่สโมสรราชนาวี เป็นต้น และ ดร.ทองเปลว ชลภูมิ อดีต ส.ส.จังหวัดนครนายก และเลขาธิการพรรคแนวรัฐธรรมนูญ ถูกจับในวันที่ 1 มีนาคม ที่สนามบินดอนเมือง

โดยตำรวจส่งโทรเลขเป็นรหัสไปลวงว่าการปฏิวัติสำเร็จแล้วให้รีบกลับมา เพราะ ดร.ทองเปลวได้หลบหนีไปอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งบุคคลทั้ง 4 นี้ ล้วนแต่เป็นนักการเมืองสายของนายปรีดี และ พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ทั้งสิ้น และไม่มีชื่อในประกาศจับของทางการ ทั้งนี้ได้มีการเปิดเผยภายหลังว่า บุคคลเหล่านี้ไม่ได้เป็นฝ่ายริเริ่มก่อการหรือเป็นแกนนำ แต่ถูกวางตัวให้เป็นผู้ร่างกฎหมายและประกาศฉบับต่าง ๆ หากการปฏิวัติสำเร็จ

ระหว่างที่ถูกควบคุมตัวอยู่นั้น บรรดาญาติของผู้ต้องหาไม่ได้มีความระแวงว่าจะเกิดเหตุร้ายขึ้น เนื่องจากก่อนหน้านั้นบุคคลทั้ง 4 ก็ได้เข้า ๆ ออก ๆ เรือนจำเป็นประจำอยู่แล้วในข้อหาทางการเมืองต่าง ๆ โดยติดอยู่หนึ่งเดือนบ้าง 2 เดือนบ้างก็ถูกปล่อยตัวออกมาพบครอบครัว ซึ่งการถูกจับกุมในครั้งนี้ผู้ต้องหาไม่ได้รับการให้ประกันตัว

ค่ำวันที่ 3 มีนาคม ตำรวจได้เคลื่อนย้ายผู้ต้องหาทั้งหมดไปไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลบางเขน โดยอ้างเหตุความปลอดภัย ด้วยรถของตำรวจหลายเลขทะเบียน กท. 10371 โดยมี พ.ต.อ.หลวงพิชิตธุรการ เป็นผู้ควบคุม โดยรับ ดร.ทองเปลว ที่สถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน นายจำลองที่สถานีตำรวจนครบาลยานนาวา นายถวิลที่สถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้ง และนายทองอินทร์ที่สถานีตำรวจนครบาลสามเสน เมื่อวิ่งมาถึงหลักกิโลเมตรที่ 12 ถนนพหลโยธิน เวลาประมาณ 3.00 น. ของวันที่ 4 มีนาคม ใกล้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน

ผู้ต้องหาทั้งหมดถูกยิงเสียชีวิตด้วยกระสุนร่างละไม่ต่ำกว่า 10 นัด ในสภาพที่ทุกคนยังสวมกุญแจมืออยู่ โดยได้ส่งศพไปชันสูตรที่โรงพยาบาลกลาง ต่อมาตำรวจแถลงว่า ในที่เกิดเหตุกลุ่มโจรมลายูพร้อมอาวุธครบมือได้ดักซุ่มยิงเพื่อชิงตัวผู้ต้องหา และได้มีการปะทะกับตำรวจ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ตำรวจทั้งหมดราว 20 นายไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตเลย

ญาติของผู้ต้องหากว่าจะทราบเรื่องการเสียชีวิต ก็เมื่อได้ไปเยี่ยมที่สถานีตำรวจเดิมที่คุมขังแล้วไม่พบตัว ต้องไปตามหาตามที่ต่าง ๆ เช่น วังปารุสกวัน ซึ่งในขณะนั้นเป็นกองบัญชาการตำรวจนครบาล และได้รับคำบอกต่อให้ไปดูที่โรงพยาบาลกลาง จึงได้ทราบเรื่อง

ศพของทั้งหมดอยู่ตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดมกุฏกษัตริยาราม กระนั้นในงานศพก็ยังมีตำรวจสายสืบและสันติบาลมาติดตามเฝ้าดูความเคลื่อนไหวของผู้ที่เข้าร่วมงานศพอยู่เสมอ
จากความผิดปกติในครั้งนี้ ทำให้สังคมโดยทั่วไปไม่เชื่อว่าทั้งหมดเสียชีวิตเพราะถูกกระสุนของโจรมลายูจริง แต่เชื่อว่าเป็นการกระทำของตำรวจเอง ภายใต้การบัญชาการของ พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทอย่างมากในการปราบกบฏและมีตำแหน่งเป็นรองอธิบดีกรมตำรวจในเวลานั้น

หลังจากนั้นไม่นาน ก็ได้มีการฆาตกรรมนักการเมืองและบุคคลฝ่ายที่รัฐบาลเห็นว่าเป็นผู้ที่อยู่ตรงข้ามอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี เช่น นายเตียง ศิริขันธ์, นายหะยีสุหรง อับดุลกาเดร์, นายอารีย์ ลีวีระ เป็นต้น

ข้อมูลจาก วิกิพีเดีย

วันศุกร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2554

ครอง จันดาวงศ์

หลังจากเรียนสำเร็จวิชาฝึกหัดครู ที่โรงเรียนครูมูลประจำมณฑลอุดรแล้ว ครอง จันดาวงศ์ ได้สมัครเป็นครูประชาบาลที่อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ตลอดเวลาหลายปี ครูครองเอาใจใส่หน้าที่ดียิ่ง จนเป็นที่เคารพรักของนักเรียนและผู้ปกครองทุกคน นักเรียนพอใจวิธีการสอนที่เป็นประชาธิปไตยของเขา







กับครอบครัว บุตร-ภรรยา ครอง จันดาวงศ์ ก็ใช้วิธีประชาธิปไตย ให้ทุกคนมีสิทธิเสนอความคิดเห็น กระทั่งวิจารณ์เพื่อแก้ปัญหา ข้อบกพร่อง หรือปรับปรุงความสัมพันธ์ในครอบครัวได้เต็มที่และเป็นประจำ นอกจากนี้ครูครองยังสนใจความคิดประชาธิปไตย และร่วมมือกับอดีต รมต. เตียง ศิริขันธ์ และบุคคลอื่นๆ ต่อสู้เผด็จการ พิทักษ์ประชาธิปไตยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ครูครองได้เข้าร่วมเป็นพลพรรคเสรีไทย ต่อต้านญี่ปุ่นที่บุกรุกเข้ามา โดยได้เป็นหัวหน้าหน่วยในหน่วยเสรีไทยของนายเตียง ภายหลังที่ได้ชัยครูครองสมัครและได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาจังหวัดสกลนคร ครูครองได้ใช้เวลาคลุกคลีใกล้ชิดศึกษา และแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนยากจนของชาวนา ไม่เพียงแต่จังหวัดสกลนครเท่านั้น หากยังในเขตข้างเคียงในภาคอีสาน ชาวบ้านล้วนรักนับถือ และสนับสนุนเขาเป็นอย่างด

เมื่อเกิดการรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน ครูครองได้จับกุมในข้อหา "กบฏแบ่งแยกดินแดน" แต่ไม่สามารถเอาความผิดได้ จึงถูกปล่อยตัว

เมื่อครั้งมวลชนผู้รักสันติภาพทั่วโลก เคลื่อนไหวสนับสนุนสันติภาพ ต่อต้านจักรวรรดินิยมอเมริกาอย่างกว้างขวาง ครูครองก็เป็นผู้หนึ่ง ได้คัดค้านการส่งทหารไปรบเกาหลี และสนับสนุนให้ประเทศไทยดำเนินนโยบายสันติภาพเป็นกลาง และยังได้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญคนหนึ่งในองค์การสันติภาพแห่งประเทศไทย

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2495 ด้วยแนวทางทางการเมืองที่ค้านรัฐ ครูครองถูกรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม จับกุม สังเวย พรบ. ป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ 2495 (ฉบับแรก) และถูกขังอย่างไม่มีความผิดที่บางขวาง จนกระทั่งปี พ.ศ. 2500 จึงได้ออกจากคุกมาสมัครเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จังหวัดสกลนคร

พี่น้องประชาชนชาวสกลนครต้อนรับเขาให้เป็นผู้แทนของตน เพื่อต่อสู้ให้ประเทศไทยเป็นเอกราช และดำเนินนโยบายสันติภาพเป็นกลาง พร้อมกันนี้ครูครองก็ได้ยืนหยัดพิทักษ์สิทธิผลประโยชน์ของชาวนา และยังได้รับหน้าที่เป็นมรรคทายก หาเงินบำรุงศาสนาอีกด้วย

วันที่ 20 ตุลาคม 2501 จอมพลสฤษดิ์ ธนรัตน์ ทำการรัฐประหาร ยึดอำนาจปกครองเผด็จการ กดขี่ประชาชน ครูครองจึงจำต้องหลบซ่อนตัว ต่อยังเคลื่อนทางการเมืองอย่างลับๆ โดยความช่วยเหลือ สนับสนุนจากชาวนาและมวลชน แต่ก็มิอาจรอดพ้นจากอำนาจรัฐได้ โดยเขาถูกตำรวจจับกุมเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2504 ครูครองถูกส่งเข้าที่คุมขังอำเภอหนองหาร จังหวัดสกลนคร ด้วยท่าทีที่ไม่ประหวั่นพรั่นพรึงคุกตะรางแม้แต่น้อย

ในการจับกุมครั้งที่ 3 นี้ ครูครองได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ว่า : "ผมไม่ถือโกรธตำรวจแต่อย่างไร เพราะต่างคนต่างมีหน้าที่ ขอแต่ให้ดำเนินคดีไปตามตัวบทกฎหมายก็แล้วกัน - ผมไม่รู้สึกหวาดหวั่นเลย เพราะถูกจับเสียชินแล้ว"

ครูครองยังได้กล่าวต่อหน้าจอมเผด็จการสฤษดิ์ อย่างอาจหาญ ชาญชัยว่า "ผมรู้ดีว่าท่านต้องยิงเป้าผมแน่ แต่อย่าคิดว่าผมกลัวนะ ยิงเดี๋ยวนี้เลยก็ได้ ที่ผมกลัวน่ะ ไม่ใช่กลัวจะถูกยิงเป้า แต่กลัวว่าท่านจะหนีไปได้ เมื่อประชาชนลุกขึ้นมา ผมภาวนาขออย่าให้ท่านหนีไปได้ ขอให้ประชาชนเอาเลือดของท่านล้างตีนให้ได้" - ผลก็คือคำสั่งประหารชีวิตครูครอง ตามคำสั่ง ม. 17

วันที่ 31 พฤษภาคม 2504 ตำรวจนำตัว นายครอง จันดาวงศ์ กับพรรคพวกที่ถูกจับกุมในข้อหาเดียวกัน ไปยังสนามบิน อำเภอสว่างแดนดิน ซึ่งใช้เป็นแดนประหาร เขาไม่มีกิริยาสะทกสะท้าน กลับเดินเข้าสู่แดนประหารอย่างองอาจ ยิ้มเยาะและไม่แยแสต่อคำสั่งเผด็จการ แม้กระทั่งหนังสือพิมพ์ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลฉบับหนึ่ง ก็ยังยอมรับว่า "เมื่อเจ้าหน้าที่นำตัวนายครองและนายทองพันธ์เข้าสู่ที่ประหารนั้น ปรากฎว่าเดินไปอย่างทรนง ไม่หวาดหวั่นแต่อย่างใด โดยเฉพาะนายครองนั้น ยังคงยิ้มอยู่เช่นเดิม"

ยิ่งกว่านั้นก่อนถึงเวลาประหาร 12.13 น. นายแพทย์ได้เข้าไปจะจับชีพจรเขา เขาได้ร้องบอกอย่างไม่ครั่นคร้ามว่า "ชีพจรผมยังปกติอยู่ จะยิงก็ยิงเร็วเถอะ"

การประหารครูครองที่สนามบิน ทางการสฤษดิ์ได้ปกปิดข่าวนี้อย่างมิดชิด แม้แต่ภรรยา ครอบครัวของครูครองก็ไม่รู้ข่าวว่าเสาหลักของครอบครัว กำลังจะถูกประหาร และยังห้ามประชาชนไม่ให้เข้ามาในบริเวณสนามบิน ยิ่งกว่านั้นด้วยความเกรงพลังประชาชน รัฐบาลได้ระดมกำลังทหารกว่า 200 คน กับกำลังตำรวจอีกไม่น้อย ยืนแถวเรียงรายล้อมรอบสนามบินราวกับจะเตรียมรับศึกใหญ่

ครูครอง เป็น ครู นักการเมือง และนักต่อสู้ของประชาชน ผู้ยืนหยัดคัดค้านเผด็จการ คัดค้านการขายชาติให้จักรพรรดินิยม แม้กระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต โดยที่มือยังอยู่ในกุญแจและขายังอยู่ในตรวน ก็มิได้หวั่นไหว

แม้ปัจจุบันน้อยคนนักที่รู้จักชื่อ ครอง จันดาวงศ์ แต่ตลอด 53 ปีในชีวิต ครูครองได้สร้างคุณูปการแก่การต่อสู้ภาคประชาชน ที่ซึมลึกลงไปทั่วผืนแผ่นดิน และแตกหน่อเป็นพืชพันธุ์เสรี

เพราะท่านไม่สยบหัวให้อธรรม เขาจึงเคียดแค้น
เพราะท่านเข้มแข็งมั่นคง เขาจึงหวาดกลัว
เพราะท่านยืนอยู่กับประชาชน เขาจึงประหาร

ข้อมูลจาก หนังสือประวัติศาสตร์ประชาชน พรรคสัจธรรม ม.รามคำแหง
ซึ่งอดีตเคยเป็นหนังสือต้องห้ามของกระทรวงมหาดไทย
(จากเว็ปไซต์กลุ่มรองเท้่าแตะ)

อ่านเรื่องราวครูครอง
วีรบุรุษสว่างแดนดิน"ครอง จันดาวงศ์"
ครู ครอง จันดาวงศ์ :ขอให้ประชาชนเอาเลือดของท่านล้างมาตีนให้ได้

วันอาทิตย์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2554